ณ นาทีนี้เห็นไม่มีใครที่จะไม่พูดถึง เจ้าชายจิกมีเคเซอร์ นัมเกลวังชุก องค์รัชทายาทหนุ่มน้อยแห่งราชอาณาจักรภูฏาน ดินแดนแห่งหุบเขาไกลโพ้น จากพระจริยวัตรที่งดงามเป็นที่ประทับใจต่อผู้พบเห็น ที่ทรง บังคม ถวายพระบรมวงศ์ของไทย และยังพนมมือ ไหว้ ต่อผู้อาวุโสอย่างไม่มีอาการเคอะเขิน ที่ทรงแสดงออกบ่อยครั้งอย่างเป็นธรรมชาติ

ประกอบกับพระพักตร์ที่ งาม เข้าสมัย พระเกศาดำมัน พระวรกายสูงโปร่ง พระฉวีขาวใส พระปรางเป็นสีชมพูอ่อน แสดงถึงพระพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง ทรงกลายเป็นเจ้าชายที่ถูกบรรดาตากล้องและช่างภาพของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ พากันกระหน่ำรัวยิงภาพจนเสียงชัตเตอร์ดังราวกับข้าวตอกแตก สลับด้วยแสงแฟลชที่วูบวาบไม่ขาดสาย ด้วยทรงถูกฉายภาพยิ่งกว่าเจ้าชายพระองค์ใดที่เสด็จมาร่วมในงานพระราชพิธีฯในครั้งนี้

ด้วยพระชันษาเพียง 26 ปี แต่ยังทรงดูเยาว์วัยกว่าพระชันษาจริงเสียอีก ซ้ำยังเสด็จพระราชดำเนินมาเพียงลำพัง ไม่มีวี่แววของคู่หมั้นคู่หมายแม้แต่น้อย ยามแย้มพระสรวลก็ยิ่งทำให้พระพักตร์เพิ่มความ น่าเอ็นดู เป็นที่สุด เล่นเอาหัวใจของเหล่าสตรีเพศที่จ้องมองอยู่ออกอาการปลื้มสุดๆ ชนิดหลายคนเก็บอารมณ์ไว้ไม่อยู่แทบอยากจะร้องกรี๊ดๆ ยามเมื่อที่ทรงแย้มพระสรวลให้ผู้มารอเฝ้าฯ ขนาดล่าสุดได้ยินมาว่าเริ่มมีแฟนคลับของเจ้าชายขึ้นมาแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีสาวๆ มากกว่าหนุ่มๆ แน่

หลายคนอาจจะเพิ่งเคยยลโฉมเจ้าชายจิกมี เคเซอร์ เป็นครั้งแรกในการเสด็จมาถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ความจริงนั้นเจ้าชายทรงคุ้นเคยกับเมืองไทยมากเพราะเสด็จมาประทับตั้งแต่ทรงพระเยาว์แล้ว โดยปกติจะประทับห้องสวีทของโรงแรมโซฟิเทล เซ็นทรัล พลาซา กรุงเทพฯ ประจำ ใครที่เคยเข้าเฝ้าองค์รัชทายาทมาแล้วต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าทรงสุภาพอ่อนน้อม ทรงไหว้ทุกคนที่เฝ้ารับเสด็จ และจะวางพระองค์ง่ายๆ ไม่ชอบพิธีรีตองมากมาย

เรามักจะคุ้นเคยกับฉลองพระองค์เป็นชุดประจำชาติที่ทรงอยู่เกือบตลอด แต่ยามปกติพระองค์ก็จะทรงกางเกงยีนส์และเสื้อแจ็กเกตสีดำเฉกเช่นหนุ่มๆ ทั่วไป และที่น่าดีใจอีกอย่าง คือ ทรงโปรดเสวยอาหารไทยมาก และทรงยึดถือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นแบบอย่างอีกด้วย ทรงมีความชำนาญในกีฬายิงธนูอันเป็นกีฬาประจำชาติเป็นอย่างยิ่ง และยังสามารถเล่นบาสเกตบอลได้อย่างดี ทั้งสองชนิดคือกีฬาทรงโปรดของพระองค์

สำหรับพระราชประวัติส่วนพระองค์นั้น เจ้าชายจิกมี เคเซอร์ นัมเกลวังชุก ทรงเป็นพระโอรสพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระรามาธิบดี จิกมี ซิงเยนัมเกล วังชุก กษัตริย์แห่งราชอาณาจักรภูฏาน กับพระราชินีองค์ที่ 3 คือ สมเด็จพระราชินี อาชิ เชอริง ยางดน วังชุก โดยสมเด็จพระรามาธิบดีทรงอภิเษกสมรสกับพระราชินี 4 พระองค์ตามโบราณราชประเพณี ทรงมีพระอนุชาและพระขนิษฐาร่วมพระมารดาอย่างละพระองค์ พระอนุชาต่างพระมารดาสามพระองค์ และพระขนิษฐาต่างพระมารดาอีกสามพระองค์

ประสูติเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ค.. 1980 และทรงได้รับการศึกษาชั้นต้นในราชอาณาจักร จากนั้นเมื่อเจริญพระชันษาจึงได้เสด็จไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ Cushing Academy ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำสหศึกษาที่มีชื่อเสียงของมลรัฐ แมสซาชูเซตต์ มีอายุกว่า 100 ปีและทรงศึกษาต่อที่ Wheaton Collage ที่ชิคาโก ก่อนที่จะเสด็จมาศึกษาต่อในขั้นอุดมศึกษาที่ Magdalen Collage,Oxford University ประเทศอังกฤษ ในสาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและสาขาวิชารัฐศาสตร์ ชึ่งระหว่างที่ทรงศึกษาอยู่ที่นี่ ทรงใช้รถจักรยานเป็นพระพาหนะในการเสด็จพระดำเนินในบริเวณมหาวิทยาลัยและที่ประทับ

เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาจากประเทศอังกฤษ ได้เสด็จกลับสู่มาตุภูมิทรงโปรดเดินทางไปยังประเทศต่างๆ ในฐานะองค์รัชทายาทหลายครั้ง โดยเสด็จเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการ 2 ครั้ง ครั้งแรกในปี ค..2002 และอีกครั้งในปีถัดมา เพื่อกระชับสัมพันธไมตรีและเพื่อที่จะศึกษาขนบธรรมเนียมและประเพณีของมิตรประเทศ รวมไปถึงการดูงานเรื่องการศึกษา และเศรษฐศาสตร์ อันจะเป็นประโยชน์สำหรับพระองค์เองในอนาคต

ราชอาณาจักรภูฏานยังคงอยู่ใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งพระราชบิดาทรงเป็นองค์พระประมุข และกำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการเปลี่ยนแปลง ด้วยพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันมีพระราชดำริที่จะสละราชสมบัติในอีก 2 ปีข้างหน้า เพื่อให้องค์มกุฎราชกุมาร จิกมี เคเซอร์ฯ เสด็จขึ้นครองราชย์แทน และทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้นำเอาระบอบประชาธิปไตยมาใช้ในการปกครองแทนระบอบเดิม ที่ทรงเห็นว่าจะเป็นการนำราชอาณาจักรของพระองค์ไปสู่ความก้าวหน้าเฉกเช่นอารยประเทศและมิตรประเทศอื่นๆ

ดังนั้น ปัญหาที่ต้องแก้ไขเป็นปฐมบทก็คือ เรื่องของการศึกษาอันเป็นพื้นฐานของประชาธิปไตย ประชากรชายชาวภูฏานมีเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศที่อ่านออกเขียนได้ ส่วนประชากรหญิงมีเพียงประมาณหนึ่งในสี่เท่านั้น ซึ่งองค์มกุฎราชกุมารพระองค์นี้ทรงเป็นแบบอย่างให้แก่เยาวชน โดยเน้นถึงความสำคัญของการศึกษาแผนใหม่ ซึ่งก็ได้มีการพยายามที่จะร่างแผนพัฒนาการศึกษาที่มีความสำคัญเป็นลำดับแรก

สิ่งสำคัญที่พระราชบิดาทรงมีพระราชดำรัสในวันชาติของภูฏานเมื่อวันที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา ที่เมืองทิมพู ก็คือ การพัฒนาความเป็นอยู่และความคิดของชาวภูฏานให้สอดคล้องและเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตของยุคโลกาภิวัตน์ นั่นก็หมายความถึงพระภาระอันหนักอึ้งของราชอาณาจักรที่ตกเป็นของเจ้าชายหนุ่มน้อยพระองค์นี้ ที่ต้องทรงใช้พระสติปัญญาในการนำประชาชนไปในทิศทางที่ควรจะเป็น

ส่วนสาวใดที่สนใจอยากจะไปภูฏานนั้นให้รู้ไว้ด้วยว่าภูฏานเป็นเพียงดินแดนเล็กๆ บนเทือกเขาหิมาลัย ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อน มีสนามบินเพียงแห่งเดียวซึ่งเป็นสนามบินขนาดเล็กที่มีความยาวของรันเวย์จำกัด เนื่องจากมีพื้นราบที่จะสร้างได้เพียงเท่านั้น ซ้ำรันเวย์ยังถูกกระหนาบด้วยแนวภูเขาทั้งสองข้าง ดังนั้น กัปตันผู้นำเครื่องบินลงจอดต้องมีความชำนาญเป็นพิเศษ

และด้วยขนาดของรันเวย์นี้เองที่เป็นข้อกำหนดขนาดของเครื่องบิน สายการบินของภูฏานเป็นเพียงสายการบินเดียวที่มีจำนวนเที่ยวบินเข้าออกจากโลกภายนอกมากที่สุด รองลงมาเป็นสายการบินของเนปาล ที่มีเที่ยวบินนำผู้โดยสารเข้าออกจากกรุงกาฐมัณฑุ

ประชาชนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ใน 3 เมืองหลัก คือ พาโร ทิมพู และปูนาคาซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่า เส้นทางสัญจรระหว่างเมืองต่างๆเป็นถนนลาดยางสายเล็กๆที่ลัดเลาะไปตามไหล่เขา เป็นเส้นทางผ่านดงต้นโรโดเดนดรอนที่เป็นไม้ป่า มีเต็มทั่วทั้งหุบเขาให้ดอกสีแดงและชมพูสะพรั่ง สวยงามมากในฤดูใบไม้ผลิ

รายได้หลักมาจากการท่องเที่ยว ที่ผู้เดินทางเข้าประเทศต้องชำระค่าวีซ่าถึงคนละ 40 ดอลลาร์อเมริกันต่อวัน และจำนวนที่นั่งของเที่ยวบินในแต่ละปีมีจำนวนไม่มากนัก จึงทำให้ภูฏานติดอันดับของแหล่งท่องเที่ยวประเภท UNSEEN ผู้ที่จะเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวได้ต้องเป็นผู้มีฐานะ จึงเห็นแต่นักท่องเที่ยวจากโลกตะวันตก ญี่ปุ่น และผู้ประกอบธุรกิจจากอินเดีย และเนปาล ประชาชนส่วนใหญ่ นับถือศาสนาพุทธในแบบมหายาน นิกายตันตระ ที่ทุกคนต้องสวดมนต์ที่ศาสนสถานให้ได้คนละ 108 จบในแต่ละวัน บทสวดมนต์ขึ้นต้นด้วยคำว่า โอม มุนี ปัทเม ฮุม ผู้สวดทุกคนต้องสวดในท่าหมอบราบ ไถลตัวขนานไปกับพื้นดิน และต้องหมุนวงล้อให้ครบตามจำนวนบทที่สวด

อาชีพส่วนใหญ่คืออาชีพเกษตรกรและเลี้ยงสัตว์ การเพาะปลูกกระทำได้เพียงปีละครั้ง เป็นปัญหาสำคัญของชนพื้นเมืองที่ผลผลิตคงเก็บไว้เพียงบริโภคในครัวเรือนเท่านั้น ในยามว่างผู้ชายจะออกมาฝึกซ้อมยิงธนูอันเป็นกีฬาประจำชาติ ส่วนผู้หญิงทำงานบ้าน เลี้ยงลูก และเย็บปักถักร้อย โดยปกติชายชาวภูฏานสามารถมีภรรยาได้ถึงสี่คน


ในวันที่ได้รับพระราชทานรางวัลจากพระราชบิดา ที่พระราชวัง ซามเทลลิ่ง เป็นผ้าพันคอสีแดง ซึ่งถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญ ทรงรับสั่งว่า ใม่มีสิ่งใดที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการดำเนินรอยตามพระยุคลบาทของพระราชบิดา การบำรุงอาณาประชาราษฎร์และบำบัดทุกข์เพื่อให้ประชาชนชาวภูฏานได้รับประโยชน์สุขสูงสุดโดยทั่วถึงกัน

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

18 มิย. 2549

Comment

Comment:

Tweet

ปีหน้านี้ชั้นจะไปพูตาน


ได้เจอแว้วววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววว
ยะหู้

#14 By จี (124.121.36.42) on 2009-12-02 18:16

ข้ำพเจ้ารักประเทศ พูตาน

รัก พระเจ้าจิกมี


ขอประทานอภัย พะยะค่ะ


#13 By ไก่ (124.121.36.42) on 2009-12-02 18:13

พระองค์มากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก


กรูจะถูกตัดหัวไหมเนี่ย

#12 By ไก่ (124.121.36.42) on 2009-12-02 18:09

เกิดวันที่ 21 กุมภาพันธ์ เหมือนกันเลยแต่ต่างกัน 1 ปีเราน้อยกว่า ขอให้พระองค์ทรงพระเกษมสำราญ ปกครองบ้านเมืองให้อยู่อย่างผาสุข ทรงพระเจริญเพคะ

#11 By aodjung (222.123.25.33) on 2009-04-07 20:15

รักนะเรารออยู่ที่ประเทศไทยจากใจของใครบางคน

#10 By ใครบางคน (118.173.53.237) on 2009-02-25 13:50

รักนะเรารออยู่ที่ประเทศไทย

#9 By (118.173.53.237) on 2009-02-25 13:46

ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญ และ
เป็นผู้ปกครองประเทศที่ดีของประเทศ

ใช่ๆๆเห็นเขาบอกว่ามีกฎมณเทียนบานใหม่บอกว่าให้มีพระชายาได้แค่ 1พระองค์เท่านั้น แต่ไม่เป็นไรหรอก
(กฎมีไว้แหกไม่ใช่เหรอ)555+ ล้อเล่น

#8 By rocket (125.25.135.127) on 2007-05-13 16:58

กฏมณเทียรบาล ใหม่ของราชอาณาจักรภูฏาณ กำหนดให้ มีพระชายา ได้เพียงองค์เดียว เอาว้า.......
ใครเร็ว ก็ ได้ไป...
ส่วนเรา ขายบ้าน+รถแม่ซื้อตั๋ว ไปภูฏานแล้ว....

#7 By ~จ๋า~ (203.146.84.230) on 2006-08-07 13:04

เชียรี่ว๊อยยยยย

ดูเด๊ะ ตัวหนังสือเท่าขี้ตามดอ่ะ

เจ๊แก่แล้นมองมะเห็นเลยวุ๊ย

หล่อนเอ๊ย ที่ทำงานเจ๊บล๊อคเอ็มหว่ะ

เอานี้ไปรับทาน

mumu.jung@gmail.com
ไปโหลด google talk มาซะ

แล้วคุยกานนนน

#6 By พี่แจ๋วแหววเองหว่ะ (203.151.33.238 /10.146.18.32, 10.144.6.1) on 2006-07-03 17:20

ไปดูบล็อคพี่ปะซะมอร์นี่.....
กรูก็วนเวียนอยู่แถวนี้แหล่ะ....

#5 By cheerydoll (203.144.144.164) on 2006-06-28 11:23

why dont have anyone here???

where were they going?!!

#4 By m_phine (68.218.145.17) on 2006-06-28 10:58

ว้าว.....พะย่ะค่ะ

#3 By m_phine (68.218.196.87) on 2006-06-21 22:49

อายุน้อยกว่าเราปีนึง

ภรรยา 4 คน

น่าอิจฉาจิงๆ

ขออภัยพระย่ะค่ะ

#2 By K e n G (124.120.232.151) on 2006-06-20 21:38

กรี๊ดดดดดดดดดดดด....พะย่ะค่ะ.....

#1 By cheerydoll (203.144.144.164) on 2006-06-19 10:32